วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แค่"ขยับ"เท่ากับออกกำลังกาย ได้อะไรบ้าง

แค่"ขยับ"เท่ากับออกกำลังกาย






เชื่อไหมว่าคนไทยกว่า 60 ล้านคน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพียง 30% หรือคิดเพียง 18ล้านคนเท่านั้นที่ออกกำลังกายอย่างจริงจัง เพราะว่าคนไทยเอาเวลาว่างที่มีไปกับ "การนอน" ทั้งหมด เรื่องนี้ได้รับจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสาเหตุนี้ทำให้คนไทยส่วนใหญ่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะเยาวชนที่เอาเวลาว่างไปคุยโทรศัพท์ เดินช็อปปิ้งหรือเลือกที่จะนอนพักผ่อนในวันว่าง แต่ไม่สนใจที่จะออกกำลังกาย 

ดร.เกษม นครเขตต์ บอกว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ศึกษาวิจัยพบว่า ชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงเป็นจำนวนมากซึ่งสิ่งที่จะป้องกันความเสี่ยงต่อโรคทั้ง 2 ได้คือ การดูแลเรื่องการทานอาหารและออกกำลังกาย

"ภาครัฐต้องเพิ่มนโยบายสาธารณะให้มากขึ้น และส่งเสริมเพิ่มงบประมาณแก่ท้องถิ่นเช่น อบต. และเทศบาลให้มีการพัฒนาสถานที่ออกกำลังกาย และอุปกรณ์การออกกำลังกายไปสู่ท้องถิ่นอย่างเพียงพอ ต้องทำให้ทุกคนมีค่านิยมในการออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี" 

ด้าน อาจารย์สุชาติ ทวีพรปฐมกุล ผู้แทน สสส. บอกว่า คนไทยไม่ต้องไปเสียเงินออกกำลังกายมากมาย เพียงแค่ทำงานบ้าน หรือล้างรถยนต์แบบเปียกและแบบแห้งครึ่งชั่วโมงจะเท่ากับการเต้นแอโรบิค หรือคิดเป็นการเต้นของหัวใจ 150 ครั้งต่อชั่วโมง ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ด้วยการแตะชีพจรตรวจสอบการเต้นของหัวใจว่าภายใน 1 นาที หัวใจจะเต้นกี่ครั้งต่อนาทีได้

การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีจริงๆ "แว่น" นางสาวศิริรัตน์ ยนต์โยธินกุล อดีตนักกีฬาบาสเกตบอลทีมชาติหญิงของไทย ช่วยยืนยันว่า ตนเองชอบล้างรถยนต์เองโดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เป็นการออกกำลังกายไปในตัว หรือเวลาเครียดจากการเล่นบาสฯ ก็จะไปว่ายน้ำ "เพื่อเป็นการสนับสนุนให้ทุกคนได้มีโอกาสออกกำลังกายภาครัฐควรสร้างสวนสาธารณะใกล้บ้านประชาชน และจัดกิจกรรมชักชวนให้คนไทยหันมาเล่นกีฬาจนติดเป็นนิสัยให้มากขึ้น"

อยากมีสุขภาพแข็งแรงก็ต้องรู้จักออกกำลังกาย 

สอนการออกกำลังกาย แอโรบิก Aerobics Exercise


สอนการออกกำลังกาย แอโรบิก Aerobics Exercise เต้นถูกวิธี ปลอดภัย ทำง่ายไม่ซับซ้อน รูปร่างกระชับสมส่วน เต้นตามครูฝึกได้ทันที เหมาะสำหรับผู้เริ่มออกกำลังกายทุกท่าน หรือผู้ที่ไม่ได้ออกกำลั

ออกกําลังกายลดหน้าท้อง

ท่าออกกําลังกายลดหน้าท้อง "แบบไม่ต้องซิทอัพ"

ท่าออกกําลังกายลดหน้าท้อง "แบบไม่ต้องซิทอัพ"

วันนี้ชวนคุณผู้หญิงมาลดพุงกับท่าออกกําลังกายลดหน้าท้องซึ่งไม่ต้องใช้การซิทอัพแม้แต่น้อยค่ะ หลาย ๆ คนมีความเข้าใจว่า ท่าออกกําลังกายลดหน้าท้อง ส่วนใหญ่นั้นก็จะใช้แต่ท่าซิทอัพเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วยังมี ท่าออกกําลังกายลดหน้าท้อง อีกมากมายที่จะช่วยให้คุณลดหน้าท้องได้อย่างดีทีเดียวโดยไม่ต้องใช้ท่าซิทอัพก็ได้ค่ะ วันนี้เราเลยขอนำท่าออกกําลังกายลดหน้าท้องมาฝากคุณผู้หญิงกันด้วยค่ะด้วยท่าออกกําลังกายลดหน้าท้องที่เราจะสอนกันในวันนี้ยังจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อหน้าท้องให้คุณได้อีกด้วยค่ะ



ท่าออกกําลังกายลดหน้าท้อง


ท่าออกกําลังกายลดหน้าท้อง "ลดพุงสร้างกล้ามเนื้อ"


- บริหารหน้าท้องและหลังส่วนล่าง


วิธีการ คือ ยืนแยกเท้ากว้างกว่าช่วงสะโพก งอเข่าเล็กน้อย กดไหล่ลง เกร็งหน้าท้องแล้วแอ่นช่วงเชิงกรานมาด้านหน้าจนหลังงอเล็กน้อย จากนั้นกลับสู่ท่าเริ่มแล้วเปลี่ยนมาแอ่นช่วงเชิงกรานไปด้านหลังทำเซ็ตละ 15 ครั้ง 2 เซ็ต


- บริหารหน้าท้องและลำตัว


วิธีการ คือ นั่งลงบนพื้น ยืดขาออกมาด้านหน้า ต้นขาชิดกัน ปลายนิ้วเท้าชี้ไปด้านหน้า เกร็งหน้าท้องแล้วเอนตัวไปด้านหลัง วางแขนช่วงล่างลงกับพื้น ฝ่ามือวางราบปลายนิ้วชี้ออกนอกตัว เริ่มด้วยการวางแขนซ้ายแล้วยกแขนขวาขึ้นเหนือศีรษะพร้อมกับบิดลำตัวไปทางซ้ายแล้วกลับสู่ท่าเริ่มต้น จากนั้นเปลี่ยนแขนแล้วบิดตัวไปด้านขวาบ้างทำสลับกัน 20 ครั้งเป็นหนึ่งเซ็ต ทำ 2 เช็ต


- บริหาร แขน หน้าท้อง ลำตัว และขา


วิธีการ คือ ยืนกางเท้ากว้างกว่าช่วงไหลเล็กน้อยย่อตัวจากช่วงสะโพกแล้ววางมือทั้งสองข้างลงบนพื้นด้านหน้าเท้าห่างออกไปราวหนึ่งฟุต ก้มศีรษะลงเกร็งหน้าท้องเอาไว้ยกเท้าซ้ายขึ้นแล้ววาดเท้ามาด้านหน้าเท้าขวาพร้อมกับงอเข่าขวาลงและลดสะโพกลงหาพื้น พยายามให้ขาซ้ายเหยียดตรงเอาไว้ จากนั้นกลับสู่ท่าเริ่มต้นแล้วเปลี่ยนมาทำแบบเดียวกันกับขาอีกข้างหนึ่งทำสลับกันจนครบ 12 ครั้ง ถือเป็นหนึ่งเซ็ต ทำซ้ำ 2 เซ็ต

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีการออกกำลังกายที่ถูกต้อง
หุ่นสวยเพรียวทันใจด้วยการ

พญ.พรหมพักตร์ คณาสวัสดิ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน


"โดยเริ่มจากการอบอุ่นร่างกายก่อน 5 นาที อาจจะเดินหรือวิ่งก็ได้ ในแต่ละท่าให้ทํา 12 ครั้ง ตามด้วยการออกกําลังกายที่อาศัยความ เร็ว เช่น กระโดดเชือก หรือปั่นจักรยาน เป็นเวลา 2 นาที ทั้งหมดรวมเวลาที่ใช้ในการออกกําลังกายแต่ละครั้งแล้วไม่ต่ำกว่า 45 นาทีค่ะ จึงจะเป็นการออกกําลังกายที่จะดึงพลังงานจากไขมันมาใช้ค่ะ"
   
...สําหรับส่วนที่ออกกําลัง หัวไหล่ ท้อง ต้นขา บิดไล่ไขมัน ให้ยืนกางขากว้างกว่าสะโพก ปลายเท้าชี้ออก มือทั้งสองถือดัมเบลล์หนึ่งลูกที่ระดับสะโพก ย่อตัวลงโดยงอเข่าลดก้น พร้อมกับยกแขนทั้งสองขึ้นมา ระดับไหล่ บิดตัวส่วนบนไปทางซ้าย แล้วบิดกลับมาที่เดิม กลับสู่ท่าเริ่มต้น ทําซ้ำทางขวา ครบ 1 รอบ ทําจนครบเซ็ต     

อีกท่า ให้ยืนตรง มือแต่ละข้างถือดัมเบลล์ไว้ ก้าวเท้าขวามาข้างหน้าจนต้นขาขนานกับพื้น หัวเข่าอยู่ระนาบเดียวกับเข่า งอเข่าซ้ายลง ยกแขนทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะฝ่ามือหันเข้าหากัน ทําซ้ำทางด้านซ้าย นับเป็น 1 รอบ จนครบเซ็ต

ส่วนที่ออกกําลัง หัวไหล่ หลัง ก้น ต้นขา นั่งให้กระชับ งอเข่าย่อขาหลังพิงกําแพง เท้าห่างเท่าสะโพก ต้นขาขนานกับพื้น มือแต่ละข้างถือดัมเบลล์ไว้ ทรงตัวให้ติดกําแพงไว้ในขณะที่คุณยกน้ำหนัก งอแขนขวาขึ้นมาทางหัวไหล่ ฝ่ามือหันเข้าหาตัว ลดแขนลง ทําซ้ำทางแขนซ้าย นับเป็น 1 รอบ ทําจนครบเซ็ต
   
ส่วนที่ออกกําลัง แขนด้านหลัง หน้าอก ท้อง ต้นขา ให้เป็นนกกระยางผู้เลอโฉม โดยยืนกางขาเท่าสะโพก มือทั้งสองถือดัมเบลล์ไว้ที่หน้าอก ข้อศอกงอ ยืดแขนเหนือศีรษะ ยกขาขวาขึ้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ ค้างไว้ชั่วครู่ เอียงตัวมาทางซ้าย แล้วกลับมาที่เดิม ย้อนกลับท่าเริ่มต้น ทําซ้ำทางด้านซ้าย จนครบเซ็ต

แค่วิธีง่ายๆ เพียงแค่นี้คุณก็ได้เป็นเจ้าของหุ่นสวย...เพรียว สมาร์ท ไฉไล ได้ไม่ยาก ♦

ออกกำลังกายอย่างไรให้ลดอ้วน


       
       ถ้าคุณเคยอ่านเรื่องการออกกำลังกาย คุณอาจจะงงว่า เอ๊ะ บางที่บอกว่า ให้ออกกำลังกาย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ บางแห่งบอกว่าต้อง 5 ครั้ง อ้าวแล้วบางทีก็บอกว่าต้องออกต่อเนื่องกันอย่างน้อย 30 นาที แต่ไปเจออีกที่ บอกว่า ออกกำลังกาย 3 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที ได้ผลเหมือนกับการออกกำลังกาย 30 นาที แล้วจะเอาไงกันแน่ละเนี้ย 
             งง...ฉิบหาย???? 
             ครับ มาวันนี้จะมาบอกให้รู้แบบเห็นธาตุแท้กันไปเลย 
             ก่อนอื่นเรามาแยกการออกกำลังกายตามวัตถุประสงค์ก่อน ผมก็ขอแยกง่ายๆว่า เราออกกำลังกาย
             (1) เพื่อสุขภาพที่ดี 
             (2) เพื่อลดความอ้วน 
             ตรงนี้สำคัญ เพราะว่า วัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน จะมีแนวทางการออกกำลังกายที่ไม่เหมือนกัน 
             มาดูลักษณะของการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีก่อน 
             (1) การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี - พวกนี้ไม่ต้องไปหักโหมอะไรมากมายหรอก เพราะมีงานวิจัยพบว่า หากเราแบ่งกลุ่มคนออกตามระดับของความฟิต พบว่า กลุ่มที่มีระดับความฟิตต่ำที่สุด จะมีโอกาสตายจากโรคหัวใจ เบาหวาน หรือมะเร็งมากกว่า กลุ่มที่ฟิตที่สุด ถึง 65% แต่หากคุณแค่ออกไปเดินออกกำลังกายเพียงแค่ 30 นาทีต่อวัน คุณก็จะมีโอกาสตายจากโรคดังกล่าวเพียงมากกว่า 10% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ฟิตที่สุด 
             เห็นไหมแค่เดินเท่านั้นก็เพียงพอแล้วต่อสุขภาพ 
             อย่างที่ทางการเขาแนะนำ ที่บอกว่า ควรออกกำลังกาย 20 นาทีต่อวัน อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ นั้นก็ถูกต้องเหมาะสมกับสุขภาพที่ดี แต่จะขอกระซิบบอกว่า หาเพียงพอใหม่กับการลดความอ้วน 
             จะเพิ่มความรู้ให้อีกอย่างครับว่า แต่ก่อนแต่ไร ได้ยินมาว่า ควรจะออกกำลังกายแบบติดต่อกัน อย่างน้อย 20-30 นาที ถึงจะมีสุขภาพที่ดี แต่เดี่ยวนี้ งานวิจัยใหม่ๆกลับพบว่า หากคุณออกกำลังกาย 10 นาที 3 ครั้งต่อวัน จะมีผลเท่ากับออกกำลังกายต่อเนื่องกัน 30 นาที 
              เป็นไงละครับ คนที่ไม่เวลาออกกำลังกาย อย่ามาบ่นให้เหม็นขี้ฟัน คุณหาเวลา ครั้งละ 10 นาทีเพียงเพื่อเดิน ให้ได้ 3 ครั้งต่อวันไม่ได้เชียวหรือ ง่ายๆ ก็ เช้า ลงรถ ก่อน 2 ป้ายรถเมล์เดินไปที่ทำงาน เที่ยง หาที่กินข้าวไกลๆหน่อย แล้วเย็นๆ เดินไปอีก 2 ป้ายรถเมล์แล้วค่อยขึ้น เท่านี้โอกาสตายจากโรคทั้งหลายก็ลดลงแล้ว 
              (2) การออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วน - เอาละ ถ้าคุณอยากจะออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วน มันไม่ง่ายเหมือนเพื่อสุขภาพที่ดีหรอก ลองมาคำนวณง่ายๆ สมมติคุณต้องการจะลดน้ำหนักให้ได้ ครึ่งกิโลต่อสัปดาห์ คุณจะต้องเผาผลาญพลังงานให้มากกว่า 3,500 แคลอรี เมื่อเทียบกับแคลอรีที่ได้จากอาหารที่คุณกินเข้าไป (อันนี้คิดง่ายๆ เหมือนฝากเงินในธนาคาร หากจะผอมก็ต้องถอนมากกว่าฝาก ถอนคือ การเผาผลาญพลังงาน ฝากก็คือการกิน) ที่นี้หากคุณใช้การเดินวันละ 30 นาที เผาผลาญได้แค่ 120 แคลอรี หมายถึงคุณต้องเดิน 2 ชั่วโมงต่อวันเพื่อจะลดครึ่งกิโลในหนึ่งสัปดาห์ เห็นตัวเลขแล้วคุณจะรู้สึกท้อ ไม่อยากไปออกกำลังกายชัวร์ๆ 
              ตรงนี้แหละครับ ที่จะบอกว่า การออกกำลังกาย แต่ไม่ควบคุมการกิน จะทำให้ลดน้ำหนักได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่กินน้อยๆแบบสูตรต่างๆนะ เอาแค่ว่า หากจะลด ครึ่งกิโลใน 1 สัปดาห์ คุณก็แค่กินอาหารให้ลดลง 250 แคลอรี แล้วก็ไปวิ่งจ๊อกกิ้งครึ่งชั่วโมง ซึ่งก็ประมาณ 250 แคลอรี (ที่จริงมากกว่านี้อีก แล้วแต่ความเร็ว) เท่านี้คุณก็ลดน้ำหนักได้แล้ว 
              กินน้อยลง 250 แคลอรี ก็แค่ กินผักหรือผลไม้มากๆหน่อยตอนอาหารเย็น ก็เท่านั้นเอง ไม่ได้อดมื้อกินมื้อ จนต้องมานั่งเครียดแต่ประการใด (ยกเว้นพวกที่โยโย่แล้วนะ พวกนี้กินนิดเดียวอ้วน) 
              อ้อ หากจะลดความอ้วนจะมาออกกำลังกายแค่ 3 วันต่อสัปดาห์ บ่ได้ดอก เอาว่าควรออกกำลังกาย 5-6 วันต่อสัปดาห์ และอย่างน้อย 45 นาทีต่อวัน อ้ออย่าลืมว่า ควรออกกำลังกายให้หนักหน่อย ไม่ใช่เยาะแหยะ หนักแค่ไหนนะหรือ อันนี้เราต้องคำนวณจากอัตราการเต้นของหัวใจ ลองดูที่http://www.siamfitness.com/THR1.html สิ เอาให้หัวใจเต้นอยู่ช่วงที่คำนวณได้นั้นแหละ 
               เห็นไหม หากมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน การออกกำลังกายก็ต้องต่างกันออกไปด้วย อีกอันที่อยากแนะนำคือ หากพอจะมีตารางแคลอรีไว้ใช้งานก็หามาไว้ จะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวว่าจะกินอะไรยังไง

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ภาพการออกกำลังกาย

วิธีการคลายกล้ามเนื้อก่อนเดินหรือวิ่งออกกำลังกาย

ออกกำลังกายไม่ง้อผู้ชายแล้ว

ล่ำบึกด้วย Weight Training

ความใฝ่ฝันของหนุ่มๆ ที่อยากมีซิกแพ็ก



Weight Training หรือ เวตเทรนนิ่งหมายถึง การฝึกซ้อมเพื่อให้เกิดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยอาศัยน้ำหนัก(จากอุปกรณ์ เช่น ดัมเบล หรือจากน้ำหนักตัวของผู้ฝึกซ้อม) เป็นแรงต้านการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนที่ต้องการให้เกิดความแข็งแรง



ผมกล่าวถึงความหมายของศัพท์ภาษาอังกฤษดังกล่าวไว้ตั้งแต่ต้นเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจตรงกันว่าบทความในวันนี้ผมจะเขียนถึงเรื่องอะไร เพราะในปัจจุบันผมยังไม่ทราบว่า ศัพท์ภาษาไทยที่สั้น ๆ ของคำว่า Weight Training มีบัญญัติเอาไว้หรือไม่? เพราะในภาคปฏิบัตินั้นทุกคนพูดทับศัพท์ภาษาอังกฤษกันโดยตลอด ทำให้ไม่ค่อยได้ยินศัพท์ภาษาไทยที่พูดกันแล้วมีความหมายเหมือนกัน มีบางท่านใช้คำว่า "การสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อโดยอาศัยแรงต้าน"



ทำไมต้องทำ เวตเทรนนิ่งความจริงเรื่องการทำสิ่งนี้ ไม่ใช่มีความจำเป็นเฉพาะในนักกีฬาหรือผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกายเท่านั้นผมมีความเชื่อว่าคนเราทุกคนที่ต้องการมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงมีความจำเป็นต้องทำเช่นเดียวกัน ซึ่งผมจะให้เป็นข้อคิดสรุปในตอนท้ายเอาไว้ แต่หากท่านอ่านบทความนี้จบแล้วผมคิดว่าท่านคงเห็นด้วยกับผมว่า คนเราถึงมีความจำเป็นอย่างไรก็จะต้องมีเวลาที่จะทำบ้างในชีวิตประจำวัน



ท่านผู้อ่านคงจะนึกถึงนักกีฬาดัง ๆ ในกีฬาเทนนิส เช่น ราฟาเอล นาดาล หรือกีฬากอล์ฟเช่น ไทเกอร์ วูดส์ ซึ่งเราเห็นภาพในทีวีหรือในหน้าหนังสือพิมพ์ จะเห็นกล้ามเนื้อที่ใหญ่โตกว่าปกติของคนทั่ว ๆ ไปในบริเวณส่วนบนของร่างกาย เช่น แขน หัวไหล่ หน้าอก ซึ่งส่วนที่ใหญ่เหล่านั้นจะเป็นกล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ ที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้การเล่นกีฬาเทนนิสหรือกอล์ฟนั้นประสบความสำเร็จได้ดีมากขึ้นดังนั้นจากเนื้อหาดังกล่าวข้างต้น ท่านคงพอจะเข้าใจได้ดีแล้วว่ากีฬาแต่ละประเภท คงจะมีกล้ามเนื้อเฉพาะที่มีความสำคัญต่อการเล่นกีฬาแต่ละประเภท เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล วอลเลย์บอล เทนนิส กอล์ฟ เป็นต้น ซึ่งในหนังสือทางวิชาการบางเล่ม อาจใช้คำว่า Football Muscles (กล้ามเนื้อที่ใช้มากในนักฟุตบอล) Golf Muscles (กล้ามเนื้อที่ใช้มากในนักกอล์ฟ) ซึ่งหากจะทำให้ท่านเล่นกีฬาประเภทนั้น ๆ ดีขึ้น การทำให้กล้ามเนื้อเหล่านั้นมีความแข็งแรงมากขึ้นเป็นพิเศษย่อมจะทำให้การเล่นกีฬาประเภทนั้น ๆ ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอนประโยชน์ของการทำ เวตเทรนนิ่ง



การสร้างกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรงมากขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญ ๆ ซึ่งแบ่งเป็นหัวข้อย่อย ๆ ได้ดังนี้



1. เพิ่มความแข็งแรงหมายถึงการทำให้กล้ามเนื้อที่ได้รับการฝึกกลุ่มนี้สามารถทำงานได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่นในนักฟุตบอลมีกล้ามเนื้อที่สำคัญกลุ่มหนึ่งคือ กล้ามเนื้อต้นขาที่เรียกว่าQuadriceps Muscles Group ในนักฟุตบอลที่ฝึกซ้อมตามปกติ ความแข็งแรงก็จะมีในระดับหนึ่งหน้าที่ในการป้องกันการบาดเจ็บต่อหัวเข่าก็จะมีในระดับหนึ่ง หากนักฟุตบอลคนเดิมไปทำ เวตเทรนนิ่ง ของกลุ่มกล้ามเนื้อ Quadriceps ดังกล่าวให้เกิดมีความแข็งแรงมากขึ้น มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งแน่นอนว่า ความแข็งแรงในการเล่นฟุตบอลก็จะมีมากขึ้นไปด้วย พลังในการเตะที่เกิดจากการทำหน้าที่ของกล้ามเนื้อเหล่านั้นย่อมดีขึ้น โอกาสที่ข้อเข่าจะบาดเจ็บก็จะมีน้อยลงไปด้วย เพราะความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะเป็นเกราะป้องกันการบาดเจ็บไปด้วย

หากเป็นกล้ามเนื้อมัดอื่น ๆ เช่น กล้ามเนื้อBicep (กล้ามเนื้อแขนที่ทำหน้าที่ในการงอข้อศอก)เมื่อมีขนาดใหญ่จะมีความแข็งแรงมากขึ้นก็สามารถยกของที่มีน้ำหนักมากขึ้นได้ ตัวอย่างเช่นก่อนการบริหารยกของได้ขนาด 15 กิโลกรัม หลังจากบริหารจนมีความแข็งแรงมากขึ้นก็จะยกของที่มีน้ำหนัก 25 กิโลกรัมได้ เป็นต้น



2. เพิ่มความอดทนและบึกบึนหมายถึงการทำงานของกล้ามเนื้อ นอกจากทำงานหนักได้ดีขึ้นแล้ว ยังสามารถทำงานหรือเล่นกีฬาอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาที่นานมากยิ่งขึ้นได้ เช่น นักกีฬามักจะมีความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อในท้าย ๆ เกมการแข่งขันเสมอ ๆ ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมคือ เกมการแข่งขันฟุตบอล จากสถิติพบว่าการยิงประตูคู่ต่อสู้ได้จะเกิดขึ้นในเวลา 15 นาทีสุดท้ายค่อนข้างมาก เพราะความฟิต หรือความแข็งแรงของทีมที่อ่อนแอกว่าจะแสดงออกให้เห็นในท้าย ๆ เกม ผู้ที่แข็งแรงกว่าจึงทำการบุกและยิงประตูได้ง่ายขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว



3. เพิ่มความยืดหยุ่นเนื้อที่ได้รับการทำ เวตเทรนนิ่ง จนมีความแข็งแรงมากขึ้น โอกาสที่กล้ามเนื้อหรือตรงรอยต่อของกล้ามเนื้อและเอ็นก่อนที่จะไปเกาะที่กระดูก จะมีการฉีกขาดได้ขณะเล่นกีฬานั้นมีโอกาสน้อยลงเพราะกล้ามเนื้อเหล่านั้นได้ถูกฝึกให้มีความแข็งแรงมากขึ้น ทั้งขนาดที่ใหญ่มากขึ้น พลังที่มีมากขึ้น ความคงทนต่อแรงดึงเวลากล้ามเนื้อหดตัวหรือแรงที่อาจมากระทำจากภายนอก โอกาสที่มีการบาดเจ็บย่อมน้อยลงไปด้วย



4. เพิ่มพลังและความรวดเร็วฉับไวหมายถึงกล้ามเนื้อที่ได้รับการทำ เวตเทรนนิ่ง โดยวิธีการที่มุ่งหวังจะให้กล้ามเนื้อมีพลังหรือความแข็งแรงที่มากขึ้นแล้ว ยังต้องการให้กล้ามเนื้อเหล่านั้นมีการทำงานที่รวดเร็วฉับไว พร้อมใช้งานหนักได้ในทันที การฝึกซ้อมจะมีเทคนิคที่แตกต่างกันไป ซึ่งผมจะได้นำเสนอในตอนต่อ ๆ ไป